การวางแผนจัดซื้อด้วย MRP ใน SAP Business One
MRP ใน SAP Business One คืออะไร?
MRP (Material Requirements Planning) ใน SAP Business One (SAP B1) เป็นเครื่องมือวางแผนความต้องการวัสดุ โดยพิจารณาความต้องการสินค้า ปริมาณสต็อก และสินค้าที่คาดว่าจะได้รับ เพื่อเสนอว่าควรซื้อ ผลิต หรือโอนสินค้าใด ในปริมาณเท่าไร และเมื่อไร ทั้งนี้ ผู้วางแผนต้องตรวจสอบคำแนะนำกับข้อจำกัดทางธุรกิจก่อนสร้างเอกสารจริง
เลือกอ่านหัวที่สนใจ
ควรซื้ออะไร เมื่อไร และเท่าไร? วางแผนด้วย MRP ใน SAP Business One
ฝ่ายจัดซื้ออาจเห็นของเต็มคลัง แต่ฝ่ายผลิตยังแจ้งว่าวัตถุดิบไม่พอ ขณะเดียวกันฝ่ายขายรับคำสั่งซื้อใหม่โดยไม่ทราบว่าของที่มีถูกจัดไว้สำหรับงานอื่นแล้ว ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นได้เมื่อการซื้อพิจารณาเพียงยอดคงเหลือวันนี้ โดยยังไม่ได้เชื่อมกับความต้องการและวันที่ต้องใช้สินค้า
MRP ใน SAP B1 ช่วยนำความต้องการ สต็อก และแผนรับสินค้าเข้ามาพิจารณาร่วมกัน เพื่อเสนอว่าควรซื้อ ผลิต หรือโอนสินค้าอะไรและเมื่อไร การนำคำแนะนำไปใช้ได้ดีต้องเริ่มจากข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และมีผู้วางแผนตรวจข้อจำกัดจริงก่อนออกเอกสาร
MRP คืออะไร และช่วยตอบคำถามฝ่ายจัดซื้ออย่างไร
MRP ย่อมาจาก Material Requirements Planning หรือการวางแผนความต้องการวัสดุ เป็นการพิจารณาว่าธุรกิจต้องใช้สินค้าและวัตถุดิบปริมาณเท่าไร ในช่วงเวลาใด แล้วเทียบกับของที่มีและของที่คาดว่าจะได้รับ
SAP B1 มี MRP Wizard สำหรับประมวลผลตามขอบเขตที่เลือก และสร้างคำแนะนำด้านการจัดซื้อ การผลิต หรือการโอนระหว่างคลัง แหล่งข้อมูลและกฎที่เลือกมีผลต่อผลลัพธ์ จึงควรเข้าใจที่มาของคำแนะนำก่อนใช้ และแยกให้ชัดระหว่างผลการวางแผนกับคำสั่งซื้อที่ออกจริง
ข้อมูล 3 กลุ่มที่ต้องเห็นร่วมกันก่อนตัดสินใจซื้อ
ความต้องการสินค้าและวัตถุดิบ
พิจารณาคำสั่งขายที่ยืนยันแล้ว ความต้องการจากการผลิต และ Forecast ที่ธุรกิจเลือกนำเข้าแผน สำหรับสินค้าที่ผลิต ต้องตรวจ BOM เพื่อแปลงปริมาณสินค้าสำเร็จรูปเป็นความต้องการส่วนประกอบ พร้อมยืนยันวันที่ต้องใช้ ไม่ใช่ดูยอดรวมรายเดือนเพียงอย่างเดียว
สต็อกที่มีและใช้ได้ในขอบเขตที่วางแผน
ตรวจจำนวนคงเหลือและคลังที่นำมาคำนวณ หากสินค้าบางส่วนมีปัญหาคุณภาพ ถูกแยกไว้ หรือไม่สามารถนำมาใช้กับงานนั้นได้ ต้องออกแบบวิธีแสดงสถานะและขอบเขตแผนให้ถูกต้อง ยอดที่เห็นบนหน้าจอไม่ควรถูกตีความว่าใช้ได้ทั้งหมดโดยไม่ตรวจเงื่อนไข
สินค้าที่คาดว่าจะได้รับ
ตรวจใบสั่งซื้อและใบสั่งผลิตที่ยังเปิดอยู่ รวมถึงกำหนดรับที่ได้รับการยืนยัน รายการที่ส่งมอบครบแล้วแต่ยังไม่ปิด หรือกำหนดรับที่ล้าสมัย อาจทำให้แผนเข้าใจว่ามีของเข้ามาทันเวลา ทั้งที่สถานการณ์จริงเปลี่ยนไป
ตั้ง Planning Data ให้สะท้อนวิธีซื้อและผลิตจริง
ก่อนรัน MRP ควรทบทวนข้อมูลการวางแผนของแต่ละสินค้า และเริ่มจากกลุ่มที่มีปัญหาขาดหรือซื้อเกินบ่อย การใช้ค่าเดียวกันกับสินค้าทุกประเภทอาจง่ายในการตั้งต้น แต่ไม่ได้สะท้อนเงื่อนไขผู้ขายและการผลิต
🔷 Planning Method กำหนดว่ารายการใดจะใช้ MRP
🔷 Procurement Method ระบุแนวทางจัดหาว่าซื้อหรือผลิต
🔷 Lead Time ระบุระยะเวลาจัดหา โดยต้องตรวจให้สอดคล้องกับวันที่ต้องใช้
🔷 Minimum Order Quantity ระบุปริมาณขั้นต่ำที่สั่งได้
🔷 Order Multiple ระบุจำนวนที่ต้องสั่งเป็นเท่าของหน่วยที่กำหนด
🔷 Order Interval ระบุรอบการสั่ง เช่น สั่งได้ตามรอบที่ตกลงกับผู้ขาย
SAP B1 มีข้อมูลเหล่านี้ในส่วน Planning Data และนำกฎที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาในการวางแผน ผู้รับผิดชอบควรทบทวนค่าเมื่อผู้ขายเปลี่ยนเงื่อนไข หรือระยะเวลาผลิตเปลี่ยนไป และตรวจหน่วยนับก่อนบันทึกจำนวนขั้นต่ำ
รัน MRP แล้วต้องตรวจอะไรก่อนออกใบสั่งซื้อ
หลังประมวลผล ควรไล่ดูคำแนะนำที่มีปริมาณผิดปกติหรือวันที่เร่งด่วนก่อน ตรวจเอกสารต้นทางและกำหนดรับ แล้วหารือกับฝ่ายขาย คลัง และฝ่ายผลิตให้ตรงกัน เมื่อข้อเสนอเหมาะสมจึงใช้ Order Recommendation เพื่อสร้างเอกสารที่ต้องการตามขั้นตอนและสิทธิขององค์กร
🔷 ความต้องการมาจากคำสั่งซื้อจริง Forecast หรือเอกสารที่ยังไม่ได้ปรับสถานะ
🔷 กำหนดรับสินค้าจากผู้ขายยังยืนยันได้ และ Lead Time สะท้อนสถานการณ์ล่าสุด
🔷 มีสินค้าจากคลังอื่นที่โอนได้ทันโดยไม่กระทบงานเดิมหรือไม่
🔷 ปริมาณซื้อเพิ่มจากขั้นต่ำและ Order Multiple มากเกินความจำเป็นหรือไม่
🔷 งบประมาณ พื้นที่คลัง และเงื่อนไขการชำระเงินรองรับแผนหรือไม่
🔷 สำหรับคำแนะนำผลิต เครื่องจักร คน และเวลาทำงานรองรับกำหนดนั้นได้จริงหรือไม่
ใช้ Forecast กับ Sales Order อย่างไรไม่ให้ MRP นับความต้องการซ้ำ
Forecast เป็นความต้องการคาดการณ์ ส่วน Sales Order เป็นความต้องการที่เกิดขึ้นแล้ว หากยอดขายจริงเป็นส่วนหนึ่งของ Forecast เดิม ต้องตรวจการตั้งค่า การหักยอด Forecast ด้วย Sales Order (Forecast Consumption) หรือวิธีหักยอดที่เกี่ยวข้องก่อนนำทั้งสองแหล่งเข้าคำนวณ เพื่อไม่ให้ความต้องการเดียวกันถูกนับซ้ำ
ควรแยกยอดขายปกติออกจากโครงการพิเศษ โปรโมชั่น และคำสั่งซื้อครั้งใหญ่ที่ไม่เกิดซ้ำ พร้อมให้ฝ่ายขายระบุระดับความมั่นใจของข้อมูล ผู้วางแผนควรบันทึกเหตุผลที่ปรับ Forecast และติดตามความคลาดเคลื่อนหลังสิ้นรอบ เพื่อปรับข้อมูลในรอบถัดไป
เริ่มใช้งาน MRP อย่างไรให้เห็นปัญหาและปรับได้เร็ว
เริ่มจากสินค้ากลุ่มเล็กที่มีข้อมูลพร้อม เช่น วัตถุดิบสำคัญหรือสินค้าขายประจำ เก็บแผนเดิมไว้เทียบกับคำแนะนำ MRP และตรวจส่วนต่างทีละรายการ กำหนดรอบทบทวนตามความผันผวนของธุรกิจ เมื่อทีมเข้าใจเหตุผลของผลลัพธ์จึงค่อยขยายขอบเขต
MRP ช่วยจัดระเบียบความต้องการวัสดุ แต่การตัดสินใจผลิตยังต้องพิจารณากำลังการผลิตและข้อจำกัดหน้างาน อย่าสรุปว่าวัตถุดิบครบแล้วจะผลิตเสร็จตามกำหนดได้เสมอ ต้องตรวจทรัพยากรและแผนงานร่วมกัน
เริ่มวางแผนจัดซื้อจากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ด้วย SAP Business One กับ NEXUS
หากทีมยังใช้ Excel หลายไฟล์เพื่อคำนวณการซื้อ ควรทบทวนข้อมูลสินค้า สต็อก BOM และเวลาจัดหาก่อนทดลองวางแผนด้วย SAP Business One เลือกสินค้าหรือวัตถุดิบกลุ่มหนึ่งมาทดสอบ เปรียบเทียบคำแนะนำกับงานจริง แล้วปรับข้อมูลและกติกาให้คำถามว่าต้องซื้ออะไร เมื่อไร และเท่าไร มีข้อมูลรองรับและตรวจสอบย้อนกลับได้ หากต้องการเริ่มใช้ MRP ให้เหมาะกับงานจัดซื้อและการผลิต ปรึกษาทีม NEXUS เพื่อประเมินข้อมูลตั้งต้น ออกแบบขอบเขตการวางแผน และทดสอบคำแนะนำด้วยสินค้าที่องค์กรใช้งานจริง
NEXUS ในฐานะ SAP PREMIER PARTNER พร้อม ช่วยองค์กรวิเคราะห์ปัญหาของระบบเดิม เพื่อออกแบบแนวทางระบบ ERP ที่เหมาะกับธุรกิจ และวางแผนการใช้งานให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโต โดยครอบคลุม
🔷 การวิเคราะห์กระบวนการธุรกิจ (Business Process Assessment)
🔷 การออกแบบโซลูชันที่เหมาะสมกับธุรกิจ
🔷 การติดตั้ง และปรับแต่งให้เหมาะกับการใช้งานของธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ
🔷 การดูแลและพัฒนาระบบในระยะยาว รวมถึงให้บริการการสนับสนุนหลัง Go-Live เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นใจ
FAQ: คำถามที่พบบ่อย
ใช้วางแผนสินค้าที่ซื้อมาเพื่อขายได้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะโรงงาน โดยเลือกข้อมูลความต้องการ สต็อก และแผนรับสินค้าให้เหมาะกับธุรกิจ หากเป็นสินค้าที่ซื้อมาอย่างเดียวก็ไม่จำเป็นต้องมี BOM สำหรับรายการนั้น
ผลการรันเป็นคำแนะนำ ผู้ใช้งานต้องตรวจสอบและเลือกสร้างเอกสารผ่านขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง เช่น Order Recommendation พร้อมปฏิบัติตามสิทธิและการอนุมัติขององค์กร
อาจเกิดจากจำนวนขั้นต่ำ Order Multiple รอบการสั่ง หรือกฎสต็อกที่นำมาคำนวณ ควรตรวจหน่วยนับและที่มาของความต้องการร่วมกันก่อนตัดสินว่าผลผิด
รหัสสินค้าและหน่วยนับต้องถูกต้อง สต็อกและเอกสารเปิดต้องเป็นปัจจุบัน และมี Lead Time กับเงื่อนไขสั่งซื้อที่ใช้งานจริง หากมีการผลิตต้องตรวจ BOM รวมถึงวันที่ต้องการของด้วย
ไม่สามารถรับประกันได้ เพราะผลขึ้นกับข้อมูลและสมมติฐานที่ใช้ ผู้ขายอาจส่งช้าหรือความต้องการอาจเปลี่ยน ต้องทบทวนแผน ติดตามข้อยกเว้น และประเมินกำลังการผลิตควบคู่กัน
ปรึกษาทีมผู้เชี่ยวชาญของ NEXUS เพื่อวิเคราะห์ระบบ ERP ปัจจุบัน กระบวนการทำงาน ข้อมูล และเป้าหมายการเติบโต พร้อมออกแบบแนวทางระบบที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ













