SAP_Business_One_6_KPI

6 KPI ตัวชี้วัดก่อนลงทุน SAP Business One

ก่อนลงทุน SAP Business One (SAP B1) ควรกำหนด KPI ที่ตอบปัญหาธุรกิจ ได้แก่ เวลาปิดบัญชี เวลาจัดส่งออเดอร์ ความถูกต้องของสต็อก วันถือครองสินค้า ลูกหนี้เกินกำหนด และกำไรขั้นต้น แต่ละตัวต้องมีสูตร แหล่งข้อมูล ผู้รับผิดชอบ และ Baseline ที่ชัดเจน ข้อมูล ERP ช่วยเป็นฐานวัดผลได้ แต่บางรายงานต้องออกแบบเพิ่มเติม และเป้าหมายควรอิงบริบทขององค์กรแทนการใช้ตัวเลขเดียวกันทุกบริษัท

เลือกอ่านหัวที่สนใจ

ลงทุน ERP แล้วต้องดีขึ้นตรงไหน?

การติดตั้ง ERP เสร็จตามกำหนด ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจบรรลุผลลัพธ์ที่คาดหวัง ผู้บริหารยังต้องติดตามว่าปิดบัญชีเร็วขึ้นหรือไม่ คำสั่งซื้อใช้เวลาน้อยลงเพียงใด สต็อกตรงกับของจริงมากขึ้นหรือไม่ และลูกหนี้ค้างชำระลดลงหรือเปล่า หากไม่มีข้อมูลก่อนเริ่มโครงการ การประเมินผลหลังใช้งานอาจอาศัยความรู้สึกมากกว่าตัวเลขที่ตรวจสอบได้

ก่อนใช้ SAP B1 ควรกำหนด KPI ที่สัมพันธ์กับปัญหาธุรกิจ พร้อมสูตร แหล่งข้อมูล ผู้รับผิดชอบ และช่วงเวลาวัดผล บทความนี้เสนอ 6 KPI เป็นจุดเริ่มต้น องค์กรควรเลือกและปรับเป้าหมายตาม Baseline ของตน ไม่ถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานหรือผลลัพธ์ที่ระบบรับประกัน

SAP Business One

6 KPI ที่ควรกำหนดก่อนใช้ SAP Business One

หากปัญหาหลักคือผู้บริหารเห็นงบช้า ควรเริ่มจากเวลาปิดบัญชี หากเงินสดตึงเพราะสินค้าและลูกหนี้ ควรให้ความสำคัญกับวันคงคลังและยอดค้างชำระ การมี KPI จำนวนมากแต่ไม่มีเจ้าของหรือไม่มีการตัดสินใจต่อจากข้อมูล อาจเพิ่มงานรายงานมากกว่าช่วยแก้ปัญหา SAP B1 มีข้อมูลและรายงานจากงานบัญชี ขาย ซื้อ และคลังที่ใช้เป็นฐานในการวัดผลได้ รวมถึงรายงานการเงินและลูกหนี้ โดย KPI ในบทความนี้เป็นกรอบที่องค์กรออกแบบเอง บางตัวต้องใช้ Query รายงานเพิ่มเติม หรือข้อมูลเวลาและการตรวจนับจากหน้างาน

KPI 1 ระยะเวลาปิดบัญชีประจำเดือน
ตัวชี้วัดนี้สะท้อนเวลาที่ใช้รวบรวม ตรวจทาน และยืนยันข้อมูลจนพร้อมส่งรายงานให้ผู้บริหาร ควรกำหนดจุดสิ้นสุดว่าเป็นวันที่งบทดลองผ่านการตรวจ หรือวันที่ชุดรายงานที่ตกลงกันพร้อมใช้ และใช้จุดเดียวกันทุกเดือน

สูตร: จำนวนวันทำการหลังวันสิ้นเดือนจนถึงวันที่ปิดบัญชีตามนิยามที่ตกลง ไม่ควรนำวันที่ทีมเริ่มทำงานหลังสิ้นเดือนมาใช้แทนจุดเริ่ม หากต้องการเปรียบเทียบรอบเดือนอย่างตรงกัน

ข้อมูลและผู้รับผิดชอบ: ฝ่ายบัญชีบันทึกวันที่ปิดบัญชีและรายการค้าง พร้อมใช้ Trial Balance, Profit and Loss และ Balance Sheet ใน SAP B1 เป็นข้อมูลประกอบการตรวจสอบ วันอนุมัติปิดบัญชีควรมีหลักฐานแยก เพราะวันบันทึกธุรกรรมล่าสุดไม่จำเป็นต้องเป็นวันปิดบัญชี

ตัวอย่างเป้าหมายสมมติ: จาก 10 วันทำการเหลือไม่เกิน 6 วัน ภายในช่วงที่ตกลงหลังระบบเริ่มนิ่ง หากยังช้า ให้ตรวจเอกสารรับของ ใบแจ้งหนี้ รายการกระทบยอด และการปันส่วนที่ต้องทำมือ พร้อมติดตามข้อผิดพลาดและรายการแก้ย้อนหลังควบคู่กัน

KPI 2 เวลาจากยืนยันคำสั่งซื้อถึงจัดส่งสินค้า
กำหนดจุดเริ่มเป็นเวลาที่คำสั่งซื้อผ่านการยืนยันตามกระบวนการขององค์กร เช่น ผ่านเงื่อนไขชำระเงินหรือเครดิต โดยมีหลักฐานบันทึกเวลายืนยันชัดเจน กำหนดจุดสิ้นสุดเป็นเวลาที่มีหลักฐานยืนยันการส่งมอบสินค้าให้ผู้ให้บริการขนส่งจริง ไม่ควรใช้เวลาสร้าง Sales Order หรือ Delivery Document แทนเวลาปฏิบัติงานจริงโดยอัตโนมัติ หากออเดอร์ทยอยส่ง ต้องตกลงให้ชัดว่าจะวัดการส่งครั้งแรกหรือส่งครบ

สูตร: ผลรวมเวลาที่ใช้ของออเดอร์ที่อยู่ในขอบเขต หารด้วยจำนวนออเดอร์เหล่านั้น โดยใช้หน่วยชั่วโมงหรือวันแบบเดียวกัน หากมีออเดอร์ใช้เวลานานมาก ควรดูค่ามัธยฐานและออเดอร์ค้างด้วย เพื่อไม่ให้ค่าเฉลี่ยซ่อนปัญหา

ข้อมูลและผู้รับผิดชอบ: ฝ่ายขายและคลังตรวจเลขอ้างอิง Sales Order และ Delivery ร่วมกับ Timestamp ของการยืนยันคำสั่งซื้อและการส่งมอบให้ขนส่งจริง SAP B1 รองรับเอกสารในกระบวนการขาย แต่เวลาสร้างเอกสารอาจไม่ตรงกับเวลาปฏิบัติงาน จึงอาจต้องใช้ข้อมูลจากหน้างานหรือระบบขนส่งเพิ่มเติม

ตัวอย่างเป้าหมายสมมติ: ลดค่าเฉลี่ยจาก 48 ชั่วโมงเหลือ 30 ชั่วโมงในกลุ่มสินค้าพร้อมส่ง แยกออเดอร์ผลิตตามสั่งออกจากสินค้าสต็อก หากเวลายังสูง ให้ตรวจคิวอนุมัติ สินค้าขาด การหยิบผิด และเวลารอเอกสาร พร้อมดูการส่งตรงกำหนดและครบจำนวนร่วมกัน

KPI 3 ความถูกต้องของสินค้าคงคลัง
กำหนดหน่วยตรวจนับตามรหัสสินค้าและคลังสินค้า โดยแยกตำแหน่งจัดเก็บ (Bin Location), Batch หรือ Serial Number ตามการตั้งค่าและกระบวนการจริง ระบุวันและเวลาที่ใช้อ้างอิงยอดในระบบ (Count Date) และควบคุมการเคลื่อนไหวระหว่างตรวจนับ เช่น ใช้ตัวเลือก Freeze ตามความเหมาะสม ให้เทียบผลนับก่อนปรับยอด พร้อมกำหนดเกณฑ์ว่าถือว่าตรงเมื่อจำนวนเท่ากันหรือคลาดเคลื่อนไม่เกินเกณฑ์ที่ยอมรับได้

สูตร: ความถูกต้องของสินค้าคงคลัง (%) = (จำนวนหน่วยตรวจนับที่ตรงตามเกณฑ์ ÷ จำนวนหน่วยตรวจนับทั้งหมด) × 100 โดยหน่วยตรวจนับหมายถึงหนึ่งรายการตามขอบเขตที่กำหนด เช่น รหัสสินค้า–คลัง–ตำแหน่งจัดเก็บ ไม่ใช่การนำจำนวนชิ้นของสินค้าต่างหน่วยมารวมเป็นตัวหาร

ข้อมูลและผู้รับผิดชอบ: ฝ่ายคลังและผู้ตรวจทานใช้ผล Inventory Counting เทียบกับจำนวนในระบบ ณ Count Date เดียวกัน และเก็บผลต่างก่อนทำ Inventory Posting ซึ่งเป็นขั้นตอนปรับยอดจริง ควรกำหนดและบันทึกขอบเขตการสุ่มนับให้เทียบกันได้ในแต่ละรอบ

ตัวอย่างเป้าหมายสมมติ: จากรายการตรง 920 รายการใน 1,000 รายการ หรือ 92% เพิ่มเป็นอย่างน้อย 97% หากผลดีขึ้นเพราะเปลี่ยนไปนับสินค้าที่เสี่ยงต่ำกว่า ต้องแสดงการเปลี่ยนขอบเขตให้ชัด พร้อมติดตามมูลค่าผลต่างและสาเหตุที่เกิดซ้ำ

KPI 4 จำนวนวันถือครองสินค้าคงคลัง
Inventory Days (Days Inventory Outstanding: DIO) ใช้ประเมินจำนวนวันโดยประมาณที่เงินทุนอยู่ในสินค้าคงคลัง โดยเปรียบเทียบมูลค่าสินค้าคงคลังเฉลี่ยกับต้นทุนขายในงวดเดียวกัน ไม่ใช่อายุการเก็บรักษาของสินค้ารายชิ้น และไม่ควรตีความว่าค่ายิ่งต่ำยิ่งดีเสมอไป เพราะการลดสินค้าคงคลังมากเกินไปอาจกระทบความสามารถในการส่งมอบ

สูตร: มูลค่าสินค้าคงคลังเฉลี่ย หารด้วยต้นทุนขายในงวดเดียวกัน คูณจำนวนวันของงวด มูลค่าเฉลี่ยอาจใช้ยอดต้นงวดบวกปลายงวดแล้วหารสอง หรือใช้ค่าเฉลี่ยรายวันที่ละเอียดกว่า โดยต้องใช้วิธีเดียวกันทุกช่วง

ข้อมูลและผู้รับผิดชอบ: ฝ่ายบัญชีและผู้จัดการคลังตรวจมูลค่าสินค้าคงคลังเฉลี่ยและต้นทุนขาย (COGS) ให้มีช่วงเวลา ขอบเขตสินค้า/คลัง และวิธีตีมูลค่าที่สอดคล้องกัน หากแยกกลุ่มสินค้า ต้องใช้ COGS ของกลุ่มเดียวกัน เมื่อ COGS เป็นศูนย์จะไม่สามารถคำนวณ DIO ตามสูตรได้ ส่วนกรณี COGS ติดลบหรือผิดปกติควรตรวจสอบและรายงานเป็นกรณียกเว้น สำหรับกิจการที่ใช้ Perpetual Inventory สามารถใช้ Inventory Audit Report ตรวจสอบประวัติการเปลี่ยนมูลค่าและเปรียบเทียบกับบัญชี โดยรายงานไม่คำนวณต้นทุนย้อนหลังใหม่

ตัวอย่างคำนวณสมมติ: สินค้าคงคลังเฉลี่ย 3 ล้านบาท ต้นทุนขายไตรมาส 6 ล้านบาท และงวด 90 วัน เท่ากับถือครอง 45 วัน หากตั้งเป้าลดเป็น 38 วัน ต้องดูสินค้าขาดและความสามารถส่งมอบร่วมกัน และเทียบฤดูกาลหรือโปรโมชั่นที่ใกล้เคียงกัน

KPI 5 สัดส่วนลูกหนี้ที่เกินกำหนดชำระ
ตัวชี้วัดนี้บอกว่ายอดลูกหนี้คงค้างส่วนใดเลยกำหนดรับเงินแล้ว ต้องใช้นิยามตาม Due Date และวันอ้างอิงเดียวกัน พร้อมกำหนดวิธีจัดการเครดิตโน้ต เงินรับที่ยังไม่ได้จับคู่ และยอดพิพาท ไม่ควรเปรียบเทียบรายงานที่ใช้ตัวกรองต่างกัน

สูตร: สัดส่วนลูกหนี้เกินกำหนด (%) = (ยอดลูกหนี้เกินกำหนดสุทธิ ÷ ยอดลูกหนี้คงค้างสุทธิรวม) × 100 โดยใช้วันอ้างอิงและขอบเขตเดียวกัน และกำหนดวิธีหัก Credit Memo เงินรับที่ยังไม่กระทบยอด และรายการปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ หากยอดลูกหนี้คงค้างสุทธิรวมเป็นศูนย์หรือติดลบ ควรแยกรายงานเป็นกรณียกเว้นและตรวจสอบข้อมูลก่อนคำนวณ

ข้อมูลและผู้รับผิดชอบ: ฝ่ายบัญชีลูกหนี้ร่วมกับฝ่ายขายใช้ Customer Receivables Aging และรายละเอียดรายการเปิดเป็นฐาน รายงานนี้ช่วยติดตามยอดค้างและอายุรายการใน SAP Business One  ควรดูจำนวนเงินและช่วงอายุ เช่น เกิน 30 หรือ 60 วัน ควบคู่กับเปอร์เซ็นต์

ตัวอย่างคำนวณสมมติ: ลูกหนี้รวม 5 ล้านบาท เกินกำหนด 1 ล้านบาท เท่ากับ 20% หากตั้งเป้าไม่เกิน 12% ต้องทำแผนติดตามแยกรายลูกค้า ตรวจปัญหาบิลหรือข้อพิพาท และติดตามยอดค้างจริง เพราะสัดส่วนอาจลดได้จากยอดขายใหม่ที่เพิ่มขึ้น แม้หนี้เก่ายังไม่ลด

KPI 6 อัตรากำไรขั้นต้นตามสินค้าและช่องทาง
Gross Margin แสดงสัดส่วนยอดขายสุทธิที่เหลือหลังหักต้นทุนขาย ควรวิเคราะห์แยกตามสินค้า กลุ่มลูกค้า หรือช่องทาง เมื่อมีข้อมูลการจัดหมวดและ COGS ในขอบเขตเดียวกันอย่างเพียงพอ โดยอาจต้องออกแบบ Query หรือรายงานเพิ่มเติมตามความต้องการขององค์กร ทั้งนี้กำไรขั้นต้นไม่ใช่กำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายทุกประเภท

สูตร: อัตรากำไรขั้นต้น (%) = [(ยอดขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ยอดขายสุทธิ] × 100 โดยกำหนดวิธีหักส่วนลดและรายการรับคืนให้สอดคล้องกัน และใช้ COGS ในงวดเดียวกัน หากยอดขายสุทธิเป็นศูนย์ สูตรนี้คำนวณไม่ได้ ต้องรายงานเป็นกรณียกเว้น ไม่ควรแสดงเป็น 0% โดยอัตโนมัติ

ข้อมูลและผู้รับผิดชอบ: ฝ่ายขายและฝ่ายบัญชีตรวจรายการขาย การคืนสินค้า และต้นทุนที่บันทึกใน ERP พร้อมมิติสินค้า กลุ่มลูกค้า หรือช่องทางที่ใช้จริง โดยตรวจสอบว่าต้นทุนขายตรงกับขอบเขตยอดขาย และกำหนดวิธีจัดการค่าขนส่ง ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และค่าใช้จ่ายที่อยู่นอก COGS หากต้องการวัดกำไรหลังหักค่าธรรมเนียม ควรสร้าง KPI อีกตัวและไม่เรียกปะปนกับ Gross Margin

ข้อควรตรวจสอบ: ค่า Gross Profit % ในเอกสารขายของ SAP B1 ขึ้นกับการตั้งค่า Base Price Origin และฐานหาร (Sales Price หรือ Base Price) ซึ่งอาจแตกต่างจากต้นทุนขายทางบัญชี จึงควรตรวจสอบวิธีคำนวณก่อนนำค่าในเอกสารขายมาเปรียบเทียบกับ KPI Gross Margin ขององค์กร

ตัวอย่างคำนวณสมมติ: ยอดขายสุทธิ 1 ล้านบาท ต้นทุนขาย 750,000 บาท เท่ากับกำไรขั้นต้น 25% เป้าหมาย 28% คือเพิ่ม 3 จุดเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เพิ่ม 3% หากยังต่ำ ให้ตรวจราคาขาย ส่วนลด สัดส่วนสินค้าที่ขาย และต้นทุนที่ใช้ พร้อมดูยอดกำไรเป็นจำนวนเงินร่วมด้วย

สรุปผู้รับผิดชอบและรอบติดตามที่เริ่มใช้ได้

เก็บ Baseline และประเมินผลโดยใช้เงื่อนไขเดียวกัน
ก่อนเริ่มโครงการ ให้เก็บข้อมูลหลายรอบที่ครอบคลุมงานปกติและช่วงผันผวน เช่น 3–6 เดือนเมื่อมีข้อมูลเพียงพอ พร้อมบันทึกปัญหาคุณภาพข้อมูล หลัง Go-Live ควรแยกช่วงเรียนรู้และแก้ข้อมูลตั้งต้นออกจากช่วงวัดผลที่ระบบเริ่มนิ่ง แล้วใช้สูตรและขอบเขตเดิม

ผลดีขึ้นอาจมาจากหลายปัจจัย เช่น ยอดขายตามฤดูกาล เปลี่ยนทีม หรือเปลี่ยนนโยบายเครดิต จึงไม่ควรยกผลทั้งหมดให้ ERP โดยไม่มีข้อมูลรองรับ หาก KPI ไม่ดีขึ้น ให้ตรวจทั้งคุณภาพข้อมูล การใช้ระบบ และการตัดสินใจจากรายงาน ก่อนสรุปว่าต้องซื้อฟังก์ชันเพิ่ม

กำหนดเป้าหมาย SAP Business One ให้ตรวจสอบได้กับ NEXUS

ก่อนกำหนดขอบเขต SAP Business One ให้ผู้บริหารและทีมงานหารือปัญหาธุรกิจ ความต้องการรายงาน และ KPI ที่องค์กรใช้จริง เลือกตัวชี้วัดที่มีผู้รับผิดชอบและข้อมูลตั้งต้นพร้อม ตกลงนิยาม สูตร และเกณฑ์วัดผลตั้งแต่ต้น เพื่อให้ทีมโครงการเห็นเป้าหมายเดียวกันและติดตามผลหลังเริ่มใช้งานได้ หากต้องการวางแผนการใช้ข้อมูลและรายงาน KPI สามารถปรึกษาทีม NEXUS เพื่อประเมินความต้องการและขอบเขตงานที่เหมาะสม

NEXUS ในฐานะ PREMIER PARTNER พร้อม ให้บริการให้คำปรึกษาและประเมินกระบวนการธุรกิจ ออกแบบโซลูชัน ดำเนินโครงการ และดูแลสนับสนุนระบบ ERP เพื่อสนับสนุนการวางแนวทางใช้งาน SAP Business One ขององค์กร ทั้งนี้ขอบเขตข้อมูล รายงาน และการติดตาม KPI ที่ต้องการควรประเมินและตกลงร่วมกับทีมโครงการเป็นรายกรณี โดยบริการที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย

🔷 การวิเคราะห์กระบวนการธุรกิจ (Business Process Assessment)
🔷 การออกแบบโซลูชันที่เหมาะสมกับธุรกิจ
🔷 การติดตั้ง และปรับแต่งให้เหมาะกับการใช้งานของธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ
🔷 การดูแลและพัฒนาระบบในระยะยาว รวมถึงให้บริการการสนับสนุนหลัง Go-Live เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นใจ

FAQ: คำถามที่พบบ่อย

ควรกำหนด KPI ก่อนหรือหลังติดตั้ง ERP

ควรกำหนดก่อน เพื่อเก็บ Baseline และออกแบบข้อมูลที่ต้องใช้ หลังเริ่มระบบสามารถปรับรายละเอียดได้ แต่ต้องบันทึกการเปลี่ยนสูตรหรือขอบเขตให้เปรียบเทียบผลอย่างถูกต้อง

SAP Business One มี KPI ทั้ง 6 ตัวพร้อมใช้ทันทีหรือไม่

มีข้อมูลและรายงานที่ใช้เป็นฐานได้ แต่ไม่ควรถือว่ามี Dashboard และสูตรตามนิยามทั้ง 6 พร้อมใช้ทุกโครงการ บาง KPI ต้องออกแบบ Query รายงาน หรือเก็บเวลาและข้อมูลหน้างานเพิ่มเติม

เป้าหมายในบทความใช้เป็นมาตรฐานทุกบริษัทได้หรือไม่

ไม่ได้ ตัวเลขเป็นตัวอย่างสมมติ ไม่ใช่ Benchmark หรือคำรับประกัน ควรใช้ Baseline ความเสี่ยง ฤดูกาล และข้อจำกัดของบริษัทเพื่อกำหนดเป้าหมายที่เหมาะสม

วัดความสำเร็จ ERP จากการลดค่าใช้จ่ายอย่างเดียวได้หรือไม่

ไม่เพียงพอ ควรดูความเร็ว ความถูกต้อง เงินทุนหมุนเวียน และคุณภาพการส่งมอบร่วมกัน การลดสต็อกอาจทำให้ต้นทุนลดแต่สินค้าขาด จึงต้องมีตัวชี้วัดที่ช่วยตรวจผลกระทบด้วย

ควรเริ่มวัดผลหลัง Go-Live เมื่อไร

ควรตกลงช่วงประเมินล่วงหน้า โดยแยกช่วงเริ่มเรียนรู้และปรับข้อมูลออกจากช่วงใช้งานที่นิ่ง และเลือกช่วงเทียบที่มีปริมาณงานหรือฤดูกาลใกล้เคียงกัน ไม่มีระยะเวลาเดียวที่เหมาะกับทุกโครงการ

ต้องการประเมินว่า SAP Business One เหมาะกับองค์กรของคุณหรือไม่?

ปรึกษาทีมผู้เชี่ยวชาญของ NEXUS เพื่อวิเคราะห์ระบบ ERP ปัจจุบัน กระบวนการทำงาน ข้อมูล และเป้าหมายการเติบโต พร้อมออกแบบแนวทางระบบที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ

☎️ โทร: 02-091-1900
📲 Line OA: @nexus-sr.com (มี @)
📧 อีเมล: [email protected]
Contact-NEXUS
Share the Post:
หัวข้อน่าสนใจ
SAP_Business_One_6_KPI
ลงทุน ERP แล้วต้องดีขึ้นตรงไหน? 6 KPI ที่ควรกำหนดก่อนใช้ SAP Business One
SAP_Business_One_Ecommerce_POS
ขายหลายช่องทาง แต่หลังบ้านยังคีย์ซ้ำ? เตรียมเชื่อม E-Commerce และ POS กับ SAP Business One
SAP_Business_One_Inventory_Counting
อย่ารอสิ้นปีแล้วค่อยแก้สต็อกไม่ตรง การเตรียมตรวจนับสต็อกด้วย SAP Business One
  • 00Days
  • 00Hours
  • 00Minutes
  • 00Seconds
Search

SAP Business One

SAP_Business_One_Ecommerce_POS
ขายหลายช่องทาง แต่หลังบ้านยังคีย์ซ้ำ? เตรียมเชื่อม E-Commerce และ POS กับ SAP Business One
SAP_Business_One_Inventory_Counting
อย่ารอสิ้นปีแล้วค่อยแก้สต็อกไม่ตรง การเตรียมตรวจนับสต็อกด้วย SAP Business One

Customer Story

NEXUSxSUMMIT_Kick-Off SAP S/4HANA Cloud
SUMMIT AUTO SEATS เปิดโครงการ SUMMIT NEXGEN ERP เดินหน้าสู่ Smart Factory ร่วมกับ NEXUS
อภิรักษ์ โกษะโยธิน กับวิสัยทัศน์เปลี่ยน LACO จากธุรกิจเกษตรสู่ บริษัทอาหารระดับโลกด้วย SAP และ NEXUS

Popular Contents

SAP_Business_One_MRP
MRP ใน SAP Business One วางแผนจัดซื้อให้รู้ว่าควรซื้ออะไร เมื่อไร และเท่าไร
SAP_Business_One_Master_Data
สินค้าเดียว หลายรหัส การจัด Master Data อย่างไรใน SAP Business One
SAP Upgrade
8 สัญญาณว่าปัจจุบันถึงเวลาวางแผน SAP Upgrade เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นใจ
SAP_Upgrade_vs_Migration_Approach
SAP Upgrade กับ SAP Migration ต่างกันอย่างไร? เลือกให้ตรงกับเป้าหมายองค์กร
Legacy_ERP_to_SAP_Cloud_ERP
Legacy ERP to SAP Cloud ERP: อะไรควรย้าย อะไรควรเก็บ และอะไรควรหยุดใช้
Post_GoLive_SAP_Cloud_ERP_Roadmap
หลัง Go-Live SAP Cloud ERP แล้วทำอะไรต่อ? Roadmap Core ERP จาก NEXUS
SAP Cloud ERP, NEXtier Grow Smart
NEXtier Add-ons ช่วยอะไร? Business Forms, Bank Interface และ Handheld กับการทำงานจริงของธุรกิจ
SAP Cloud ERP
Standardize ก่อน Scale: ทำไมธุรกิจที่กำลังโตต้องจัด Business Process ก่อนขยาย ERP
สายด่วน
ที่ปรึกษา SAP ERP
02-091-1900
Consult Nice